บิลล์ เกตส์ [ ผู้ก่อตั้ง บริษัทไมโครซอฟท์ ] 


           วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม (เกิด 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955) หรือที่มักเป็นที่รู้จักในชื่อ บิลล์ เกตส์เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เขากับผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันเขียนต้นแบบของภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็นอินเตอร์เพรเตอร์สำหรับเครื่องอัลแตร์ 8800 (เค่รื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในยุคแรกๆ) เขาได้ร่วมกับ นายพอล อัลเลน
ก่อตั้งไมโครซอฟท์คอร์ปอเรชันขึ้นซึ่งในขณะนี้เขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารและหัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้ บิลล์ เกตส์ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน

           วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สามได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน (KBE) 

จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2

     ประวัติบิลล์ เกตส์ เกิดที่เมืองซีแอทเทิล มลรัฐวอชิงตัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1955 บิดาชื่อนายวิลเลียม เอ็ช เกตส์ จูเนียร์มีอาชีพนักกฎหมายของบริษัท มารดาชื่อแมรี แมกซ์เวล เกตส์ เป็นสมาชิกคณะกรรมการของ Berkshire Hathaway,First Interstate Bank, Pacific Northwest Bell และคณะกรรมการแห่งชาติของ United Way ชื่อเต็มของเขาคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม ปู่ของเขาคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ซีเนียร์ บิลล์ เกตส์เข้าศึกษาที่โรงเรียนเลคไซด์อันเป็นโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในเมืองซีแอทเทิลที่นั่นเองที่เขาได้พัฒนาทักษะในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนเพื่อให้ได้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม บิลล์ เกตส์ กับ พอล อัลเลน เพื่อนสนิท ได้แอบย่องเข้าไปในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน;รื่องคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนได้ใช้ฟรีต่อมาบิลล์เกตส์ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแต่ต้องพักการเรียนไปโดยไม่จบการศึกษาเพื่อที่จะได้เริ่มประกอบอาชีพทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ที่ฮาร์วาร์ดเขามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับสตีฟ บาลเมอร์ หนึ่ง6ในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมห้องในหอพักระหว่างที่เป็นนักศึกษาปี1ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ฮาร์วาร์ดเขาได้ร่วมกับ พอล อัลเลน เขียนต้นแบบ ภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็น โปรแกรมอินเตอร์เพรเตอร์สำหรับเครื่องอัลแตร์ 8800 (เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จทางการค้าในกลางคริสตทศวรรษที่ 70) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาษาเบสิก ซึ่งเป็น ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้ได้ง่าย ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยดาร์ทเมาท์คอลเลจ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน

         เกตส์สมรสกับ เมลินดา เฟร้นช์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 192
(เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1996) โรรี จอห์น เกตส์ (เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1999) และ ฟีบี อาเดล เกตส์ (เกิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2002) ในปี ค.ศ. 1994 บิลล์ เกตส์ได้ม้วนกระดาษไลเชสเตอร์ ซึ่งรวบรวมงานเขียนของเลโอนาร์โด ดา วินชีมาไว้ในครอบครองและในปี ค.ศ. 2003 ได้นำม้วนกระดาษนี้ออกแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเมืองซีแอทเทิลในปี ค.ศ. 1997 เกตส์ได้ตกเป็นเหยื่อของแผนการขู่กรรโชกทรัพย์อันแปลกประหลาด ของนายอดัม ควินน์ เพลตเชอร์ 
ชาวเมืองชิคาโก ซึ่งเกตส์ก็ได้ขึ้นให้การต่อศาลในการพิจารณาคดีดังกล่าว เพลตเชอร์ถูกตัดสินลงโทษเมื่อเดือนกรกฎาคมค.ศ. 1998 และถูกจำคุกเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 เกตส์ถูกนายโนเอล โกดังจู่โจมด้วยการ
ปาขนมพายหน้าครีมใส่ ระหว่างการไปปรากฏตัวที่ประเทศเบลเยียม

        เกียรติประวัติ
  • ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยวาเซดะ ค.ศ. 2005 
  • รางวัลเกียรติยศผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน จากสหราชอาณาจักร ตามประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2005 
  • ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีหลวง (Roytal Institute of Technology) - กรุงสต็อกโฮล์ม 
  • ประเทศสวีเดน ค.ศ. 2002 
  • ติดหนึ่งใน100อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลต่อประชาชนในสื่อต่างๆจากการจัดอันดับของ หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ค.ศ. 2001 
  • ติดอันดับบุคคลผู้มีอำนาจ, นิตยสารซันเดย์ ไทม ค.ศ. 1999 
  • อันดับ 2 ในการจัดอันดับ 100 ดาวรุ่ง, นิตยสารอัพไซด์ ค.ศ. 1999 
  • อันดับ 1 ในการจัดอันดับ 50 ดาวรุ่งในโลกไซเบอร์, นิตยสารไทม ค.ศ. 1998 
  • อันดับที่ 28 ใน 100 อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลในวงการกีฬา, นิตยสารสปอร์ตติง นิวส์ ค.ศ. 1997 
  • ผู้บริหารระดับสูงแห่งปี, นิตยสารชีฟ เอกเซกคูทีฟ ออฟฟิซเซอร์ ค.ศ. 1994 
  • นักกีฏวิทยา ได้ตั้งชื่อแมลงวันตอมดอกไม้พันธุ์หนึ่งว่า Eristalis gatesi ตามชื่อของบิลล์ เกตส์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
        ประมาณการทรัพย์สินของเกตส์

     บิลล์ เกตส์ ติดอันดับหนึ่ง จากการจัดอันดับ "ฟอร์บ 400" ระหว่างปี ค.ศ. 1993-2005 และติดอันดับหนึ่งในการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของนิตยสารฟอร์บ ในปี ค.ศ. 1996 และระหว่างปี ค.ศ. 1998-2005 ซึ่งจากการจัดอันดับดังกล่าว สรุปได้ว่า ทรัพย์สินสุทธิของเขามีมูลค่าดังต่อไปนี้


  • ค.ศ. 1996 - 18.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 1997 - 36.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 2 ของโลก 
  • ค.ศ. 1998 - 51.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 1999 - 90.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 2000 - 60.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 2001 - 58.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 2002 - 52.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 2003 - 40.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก
  • ค.ศ. 2004 - 46.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 2005 - 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
  • ค.ศ. 2006 - 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 1 ของโลก 
        การที่ทรัพย์สินสุทธิของเกตส์ มีมูลค่าลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมามีสาเหตุมาจากการที่หุ้นของไมโครซอฟท์มีราคาลดลงรวมถึงการที่เขาได้บริจาคเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้องค์กรการกุศลของเขา และแม้เขาจะมีรายได้ลดลงตามรายงานของนิตยสารฟอร์บในปีค.ศ. 2004 เกตส์ยังได้บริจาคเงินรวมกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับองค์กรการกุศลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาได้กลายเป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลกไปเสียแล้วแม้จะนับเอาประมุขของรัฐ(ผู้ซึ่งทรัพย์สินมาจากสถานะทางสังคม) ไว้ในการจัดอันดับด้วยก็ตาม(แม้ว่าการจัดอันดับตามมาตรฐานของนิตยสารฟอร์บนั้นจะไม่รวมเอาประมุขของรัฐเอาไว้ด้วย ฟอร์บได้จัดทำบัญชีประมาณการทรัพย์สินของประมุขแต่ละประเทศไว้ต่างหากเมื่อนำรายชื่อจากการจัดอันดับทั้งสองแบบมารวมกันแล้ว พบว่าเกตส์เป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลก)

สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs)


(ผู้ให้กำเนิด Apple)

          สตีเวน พอล จอบส์ (Steve Jobs) เกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เกิดที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรบุญธรรมของนายพอล และนางคลารา จอบส์ส่วนบิดา มารดาที่แท้จริงของจอบส์ คือ บิดา อับดุลฟัตตะห์ จันดาลี มารดา โจแอน ซิมป์สัน สตีฟ จอบส์ เข้าพิธีสมรส กับ ลอเรนซ์ โพเวลล์ เมื่อวัน18 มีนาคม ค.ศ. 1991 และมีบุตรด้วยกันสามคน สตีฟ จอบส์ ยังมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อลิซา จอบส์ ที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่งซึ่งเขาไม่ได้แต่งงานด้วย และ สตีฟ จอบส์ นับถือศาสนาพุทธ


          ในปีค.ศ. 1972 สตีฟ จอบส์ (Steve jobs) จบการศึกษาจาก โฮมสตีดไฮสคูล ในเมืองคิวเปอร์ทีโน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และได้สมัครเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยรีด (Reed College) ในเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐโอเรกอน แต่ก็ต้องลาพักการเรียนหลังจากเข้าเรียนได้เพียงหนึ่งภาคการศึกษา หลายปีต่อมา ในปาฐกถาครั้งหนึ่งในพิธีสำเร็จการศึกษาของบัณฑิตมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ปีค.ศ. 2005 สตีฟ จอบส์ (Steve jobs)ได้กล่าวว่าเพราะเขาลาพักเรียนไป จึงมีเวลาเข้าชั้นเรียนคัดตัวหนังสือ

          ปี ค.ศ. 1976 เป็นผู้มีส่วนช่วยทำให้แนวความคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมขึ้นมา ด้วยเครื่อง Apple II ต่อมา เขาเป็นผู้แรกที่มองเห็นศักยภาพทางการค้าของส่วนประสานงานผู้ใช้แบบกราฟิกส์และเม้าส์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นในศูนย์วิจัยซีร็อกซ์พาร์ค ของบริษัทซีร็อกซ์ และได้มีการผนวกเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไว้ในเครื่องแมคอินทอช หลังพ่ายแพ้ในการแย่งชิงอำนาจกับคณะกรรมการบริหาร


สตีฟ จอบส์ Steve Jobs (คนขวา) และสตีฟ วอซเนียก Steve Wozniak



      ปี ค.ศ. 1984 สตีฟ จอบส์ (Steve jobs) ลาออกจากแอปเปิลและก่อตั้งเน็กซ์ บริษัทพัฒนาแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในการศึกษาขั้นอุดมศึกษาและตลาดธุรกิจ การซื้อกิจการเน็กซ์ของแอปเปิล
          ปี ค.ศ. 1996 ทำให้ จอบส์กลับเข้าทำงานในบริษัทแอปเปิลที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นนั้น และเขารับหน้าที่ CEO ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 ถึง 2011 สตีฟ จอบส์ ยังเป็นประธานกรรมการบริหาร และผู้บริหารระดับสูงของพิกซาร์แอนิเมชันสตูดิโอส์ ผู้นำด้านการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์ ทั้งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 50.1% กระทั่งบริษัทวอลต์ดิสนีย์ซื้อกิจการไป
       
ปี ค.ศ. 2006 
สตีฟ จอบส์ (Steve jobs)
เป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดของดิสนีย์ที่ 7% และเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารของดิสนีย์
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 
สตีฟ จอบส์ (Steve jobs) 
ได้เข้ารับการผ่าตัดเอาเนื้องอกมะเร็งออกจากตับอ่อน เขาเป็นโรคมะเร็งในตับอ่อนซึ่งในแบบที่พบได้น้อยมาก ที่เรียกว่า “เนื้องอกในเซลล์ที่ผลิตอินซูลินอันส่งผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย” (islet cell neuroendocrine tumor) ซึ่งเป็นเนื้องอกที่ไม่ต้องการเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัดแต่อย่างใด ระหว่างที่เขาป่วย ทิม คุก ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานขายและปฏิบัติการทั่วโลกของแอปเปิลเป็นผู้บริหารงานแทน

          สตีฟ จอบส์ (Steve jobs) 
ไม่ได้เฝ้าฝันและจิตนาการสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ขึ้นมา แต่ความเป็นอัจฉริยะของเขาอยู่ตรงที่สามารถสังเกตเห็นเทคโนโลยีน่าสนใจใหม่ๆและนำมาประยุกต์ให้ผู้บริโภคทั่วไปใช้ได้ ในซีรีย์สารคดีเรื่อง “Triumph of the Nerds” ของสถานีโทรทัศน์ PBS ที่ออกอากาศเมื่อปี ค.ศ. 1996 จอบส์เคยพูดเอาไว้เองว่าบริษัทแอปเปิลเคยไม่อายที่จะต้องขโมยความคิดที่ยอดเยี่ยมของผู้อื่น
มักปรากฏตัวบนเวที ในชุดที่เป็นเหมือนยูนิฟอร์มของเขา คือกางเกงยีนส์กับเสื้อคอเต่าสีดำ แล้วทำให้ผู้ชมตกอยู่ในภวังค์เมื่อฟังการอธิบายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แม็ค iPhone และ iPad รุ่นใหม่ๆ นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้แอปเปิลเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้แซงหน้าคู่แข่งตลอดกาลอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 

      
     ภายใต้การบริหารงานของสตีฟ จอบส์ (Steve jobs) บริษัทแอปเปิลมักจะปิดการทำงานของบริษัทเป็นความลับมากเสียจนทำให้นักลงทุนและสื่อมวลชนหงุดหงิดกันอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตาม เขาก็สามารถทำให้แอปเปิลลอยตัวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าการตลาดมากที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในทุกรูปแบบ
          สตีฟ จอบส์ (Steve jobs) ลาออกจากการเป็น CEO ของแอปเปิลเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 หลังจากต้องพักงานไปหลายครั้งเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งรวมถึงการปลูกถ่ายตับ และการเข้ารับการรักษามะเร็งในตับอ่อน (pancreas cancer)

      
         “สตีฟ จ็อบส์ เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อน ด้วยวัย 56 ปี เขาจากไปอย่างสงบ พร้อมกับขอบคุณผู้ที่ให้กำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา“
         สตีเฟน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปในความทรงจำของคนในครอบครับ ซึ่งได้แก่ พี่สาวแท้ๆของเขา โมนา ซิมสัน ลูกสาว ลิซา เบรนเนน จอบส์ และภรรยาของเขา ลอรีน พาวเวล และลูกๆทั้งสามของพวกเขา


         สตีฟ จอบส์ (Steve jobs) เจ้าพ่อบริษัท แอปเปิล ผู้ล่วงลับเป็นบุคคลผู้คิดค้นนวัตกรรม ซึ่งเปลี่ยนแปลงโลก จ็อบส์ แตกต่างจากคนอื่นตรงที่เขาเลือกมองสิ่งที่คนอื่นมองข้าม และจ็อบส์ยังเชื่อมั่นในพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ที่จะเนรมิตสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งไม่เพียงช่วยพัฒนาชีวิต แต่ยังเปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปจากเดิม


                                       แจ๊ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศจีน



         แจ็ก หม่า (อังกฤษJack Ma) หรือชื่อจริงว่า หม่า หยุน (จีน马云; เกิด 10 กันยายน 1964)[3] เป็นเจ้าสัวธุรกิจและผู้ใจบุญชาวจีน เขาเป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบาซึ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจอินเทอร์เน็ต เขาเป็นผู้ประกอบการจีนคนแรกที่ปรากฏบนหน้าปกของนิตยสารฟอร์บ[4] ในเดือนพฤศจิกายน 2014 เขาเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศจีน (ไม่รวมฮ่องกง) และเป็นบุคคลรวยที่สุดอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 29.7 พันล้านดอลลาร์ตาม Bloomberg Billionaires Index         หม่าเกิดที่เมืองหางโจว ในมณฑลเจ้อเจียง เป็นหลานชายของนักธุรกิจเจ้าของที่ดินรายใหญ่ในหางโจว และเป็นลูกชายของศิลปินที่ทำการแสดงท้องถิ่นโบราณ หลังการถึงแก่อสัญกรรมของเหมา เจ๋อตุง ประเทศจีนได้เปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวตะวันตกหลั่งไหลมามากขึ้น โดยเฉพาะที่หางโจว ซึ่งเป็นเมืองที่สวยงาม มีทะเลสาบซีหูที่ขึ้นชื่ออยู่ ณ ที่นี่เองที่หม่าได้ฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญกว่าเพื่อนร่วมรุ่น[6] เขาขี่จักรยานเป็นเวลา 45 นาทีทุกเช้าเพื่อไปยังโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงและพูดคุยกับชาวต่างชาติ โดยจะทำหน้าที่เป็นไกด์พาพวกเขาไปรอบเมืองให้ฟรีเพื่อที่จะฝึกฝนและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของเขา[7] ต่อมาในวัยหนุ่ม แม้ว่าเขาจะประสบความล้มเหลวในการสอบเข้าถึงสองครั้ง แต่แล้วเขาก็ได้เข้าศึกษาต่อที่สถาบันครูหางโจว[8] และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1988 ด้วยวุฒิปริญญาตรีสาขาวิชาภาษาอังกฤษ หลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นอาจารย์ผู้สอนในวิชาภาษาอังกฤษและการค้าระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยหางโจวเตี้ยนจื่อ ในการเป็นอาจารย์นั้น หม่าได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ที่ไม่สอนตามตำราหรือระเบียบวิธีการสอนทั่วไป ไม่เคยแม้แต่จะเตรียมตัวการสอนด้วยซ้ำ เขามักใช้วิธีดั้นสด แต่นั่นก็ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของเหล่านักศึกษาอย่างยิ่ง หม่าเป็นอาจารย์อยู่ 5 ปี จึงลาออก เนื่องจากเขาเห็นว่าสมควรได้เวลาที่ตนเองจะทำธุรกิจ
         หลายๆ ตนในช่วงนี้อาจจะได้ยินชื่อ แจ๊ค หม่า กันมาบ้างไม่มากก็น้อย เพราะว่าล่าสุดก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศจีน หลังบริษัทอาลีบาบาเข้าตลาดหุ้นในนิวยอร์คเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจากรายงานนายหม่ามีทรัพย์สิน รวมมูลค่าทั้งสิ้นราว 8 แสนล้านบาท ซึ่งมากขึ้นกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยบริษัทอาลีบาบาอาลีบาบา ตั้งขึ้นในปี 1999 ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทอีคอมเมิร์ชชื่อดังของจีน และวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอนำเสนอประวัติของมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศจีน คนนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันซะหน่อย

           แจ๊ค หม่า เป็นคนเชื้อสายจีน เกิดที่เมืองหางโจว ในสมัยเด็กเขาสนใจที่จะศึกษาภาษาอังกฤษมากกว่าสิ่งใด ช่วงเริ่มต้นอาชีพเขาจึงเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและได้รับเงินเดือนเพียง 500 บาท แต่ก็ทำให้เขาเป็นคนจีนที่เก่งภาษาอังกฤษอย่างหาตัวจับยากทีเดียวในประเทศจีนยุคนั้นวิสัยทัศน์ของแจ็ค หม่า เริ่มต้นจากการที่เขาไปเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเขาลองให้เพื่อนค้นหาสินค้าเป็นภาษาจีน ปรากฎว่าไม่พบผลการค้นหานั้น ทำให้เขาได้ค้นพบช่องว่างทางธุรกิจที่มหาศาล ในปี 1995 เขาก่อตั้งบริษัทไชน่าเยลโล่เพจเจส ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตแรกสุดในประเทศจีน หลังจากนั้นปี 1999 เขาได้ก่อตั้งบริษัท Alibaba ด้วยวิสัยทัศน์ด้านอีคอมเมิร์ซ ต่อมาได้ขยายเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องออกไปเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นที่คนไทยรู้จักกันดีคือ Taobao.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ลักษณะที่ให้คนทั่วไปมาลงขายสินค้าได้ นอกจากนี้ยังมีบริษัทย่อยเด่นๆอีกเช่นTmall,Aliexpress,Aplipay, Juhuasuan, 1688.com, eTao, Alibaba Cloud Computing           และในปี 2012 ได้มีธุรกรรมซื้อขายผ่าน Alibaba รวมทั้งสิ้น 1 ล้านล้านหยวน(ประมาณ 5 ล้านล้านบาท) โดยแจ็ค หม่านำบริษัท Alibaba เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและทำสถิติ IPO ที่ระดมเงินได้สูงสุดในประวัติการณ์ของตลาดหุ้นสหรัฐ ในวันแรกที่ซื้อขายมูลค่าบริษัท Alibaba พุ่งสูงถึงกว่า 200 พันล้านเหรียญ(6 ล้านล้านบาท) แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ eBay ส่งผลให้เขากลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งคนใหม่ของประเทศจีนในทันทีสาเหตุที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ก็ด้วยตลาดผู้บริโภคจีนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นเอง ทำให้หลายบริษัทจากต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจต้องปรับตัวกันใหญ่ จนถึงถอนตัวกลับบ้านเลยก็มี โอกาสจึงเป็นของ แจ็ค หม่า เข้ากับทำนองที่ว่า “คนจีนเข้าใจคนจีน” มากกว่า โดยบริษัท Alibaba Group มี 3 เว็บคือ



  • alibaba.com ที่มีลักษณะธุรกิจแบบขายส่งระหว่างบริษัท ( B2B)
  • taobao.com ที่มีลักษณะธุรกิจแบบขายปลีกระหว่างลูกค้า
  • tmall.com ที่มีลักษณะธุรกิจที่ให้แบรนด์สินค้าต่างๆมาเปิดร้านบนเว็บไซต์
 

เจฟฟ์ เบซอสผู้(ก่อตั้ง Amazon.com)


       “เจฟฟ์ เบซอสผู้ก่อตั้ง Amazon.com” สาหรับคอลัมน์ “มองซีอีโอโลก” (ลาดับที่ 196) หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ ประจาวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2522 โดยวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ (ติดตามหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี” ไฟฝัน วันเยาว์ ฉบับสมบูรณ์ , ผมจะเป็นคนดี:ก่อร่างสร้างธุรกิจ และ มองซีอีโอโลก เล่ม 1 -4 ล่าสุด “ผมจะเป็นคนดีฉบับย่อ” ราคา ๓๙ บาทเท่านั้น Only@7-11 ได้ที่ร้านหนังสือทุกแห่งและร้านสะดวกซื้อ 7-11 ,แฟมิลี่มาร์ททุกสาขา และรายการ “หมุนตามโลกกับวิกรม” ทุกวันจันทร์ เวลา 9.30-9.55 น. ทาง สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 )
         เจฟฟ์ เบซอสเป็นคนหนุ่มที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของคนได้อย่างทั่วถึงทุกมุมโลก เรียกได้ว่าเขาสามารถประสบความสาเร็จจากธุรกิจนี้จนสามารถทารายได้อย่างเป็นกอบเป็นกาเลยทีเดียวถ้าเราจะมองว่าใครซักคนจะสามารถประสบความสาเร็จได้นั้น ซึ่งแรกที่ CEO โลกส่วนใหญ่ที่ผมนามาพูดมีกันแทบจะทุกคนคือการที่พวกเขาเหล่านั้นได้ทาในสิ่งที่ตนเองรัก และมีความสุขกับสิ่งที่ทา แต่ที่สาคัญไม่น้อยไปกว่านั้นคือสิ่งที่พวกเขากาลังทานั้นเป็นที่ต้องการของตลาด และตอบสนองความต้องการของมนุษย์จนสามารถสร้างความพอใจได้อย่างเต็มที่ หากสองสิ่งนี้สอดคล้องกัน ไม่ว่าคนจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ย่อมประสบความสาเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นโดยไม่ต้องเสียเวลาไปบนบานศาลกล่าวหรือหาเครื่องลางของขลังที่ไหน
ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลและที่มาที่ไป ยกตัวอย่างจากชีวิตของผมไม่ว่าจะเป็นใครหรือองค์กรใดที่ผมมีความรู้จักใกล้ชิดสนมสนมหรือเคยทาธุรกิจด้วยนั้น ผมไม่เคยเห็นใครที่จะสามารถประสบความสาเร็จได้ด้วยดวงหรือโชคเพียงอย่างเดียวโดยเฉพาะลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทยหรือที่เวียดนาม กว่า 99% ล้วนแล้วแต่ร่ารวยกันทุกบริษัท อันเป็นผลมาจากการทาธุรกิจอย่างมีแบบแผน และมีนโยบายการตลาดที่ดี มีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สาคัญสิ่งที่พวกเขากาลังทาอยู่นั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างไม่มีขีดจากัด

        ธุรกิจออนไลน์ช่วยอานวยความสะดวกให้กับคนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างมาก เพราะในอดีตหากเราต้องการจะสื้อสินค้าอะไรสักอย่างนั้น เราจะต้องเดินทางไปที่ร้านค้าที่รวบรวมสินค้าต่าง ๆ ไว้ หรือไม่เช่นนั้นอาจต้องเดินทางไปยังแหล่งผลิตกันเลย แต่สาหรับในโลกทุกวันนี้ การซื้อขายสิ้นค้าง่ายเพียงปลายนิ้วสาผัส เป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวไกลมากขึ้น อินเตอร์เน็ตได้ปฏิวัติชีวิตของคนทั่วโลก ปัจจุบันเราสามารถดูตัวอย่างและทาการสั่งซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ได้ และเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีผู้รู้จักมากที่สุดและใช้บริการมากที่สุดคือ Amazon.com
Amazon.com เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์สัญชาติอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 15 ปีที่แล้วเท่านั้นและดาเนินกิจการมาได้เพียง 14 ปี โดยเริ่มต้นจากการขายหนังสือก่อน แล้วจากนั้นจึงขยับขยายไปขายสินค้าอื่นๆ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ทาให้ Amazon.com กลายเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีคนรู้จักกันทั่วโลก
        เจฟฟ์ เบซอส นอกจากจะเป็นผู้ก่อตั้ง Amazon.com แล้ว ปัจจุบันเขายังดารงตาแหน่งเป็นทั้งประธานคณะกรรมการผู้บริหารบริษัท (Chairman) ประธานกรรมการบริหารบริษัท (CEO) และประธานบริหารบริษัท (President) ของบริษัทนี้มานาน 15 ปี เรื่องราวชีวิตของเขาอาจช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่มองหา “โอกาส” ใหม่ๆให้แก่ชีวิตอยู่เสมอ

     ประวัติ

        เจฟฟรีย์ เพรสตัน เบซอส (Jeffrey Preston Bezos) เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1964 ที่เมืองอัลบูเคอร์คิว (Albuquerque) มลรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา แม่ของเขาชื่อ แจ็คกี้ ไกซ์ จอน์เกนสัน (Jackie Gise) ตั้งท้องเจฟฟ์ตั้งแต่ตอนที่ยังมีอายุได้ 17 ปี จึงได้แต่งงานกับพ่อของเจฟฟ์ แต่หลังจากที่เจฟฟ์เกิดได้ไม่นานพ่อของเขาก็ทิ้งแม่และเขาไปพอเจฟฟ์มีอายุได้ประมาณ 4 ขวบ แม่แต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงของเขามีชื่อว่ามิเกล หรือ “ไมค์” เบซอส (Miguel ‘Mike’ Bezos) เป็นคนคิวบาและหนีมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ตอนที่มีอายุได้เพียง 15 ปี ไมค์ทางานไปด้วยขณะเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัลบูเคอร์คิว (University of  Albuquerque) พอแม่ของเจฟฟ์แต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงก็รับเขาเป็นลูก เลยทาให้เจฟฟ์ใช้นามสกุลของพ่อเลี้ยงมาตั้งแต่บัดนั้นพ่อเลี้ยงของเขาทางานเป็นวิศวกรของบริษัทเอ็กซอน (Exxon) ทาให้ต่อมาครอบครัวของเขาต้องย้ายบ้าน 2 ครั้งเพื่อตามพ่อเลี้ยงไป ต่อมาแม่ของเจฟฟ์ก็มีน้องคนละพ่อให้กับเขา 2 คน เป็นน้องสาวชื่อคริสติน่า (Christina) และน้องชายชื่อมาร์ค (Mark) ที่มีอายุอ่อนกว่าเขา 5 ปี และ 6 ปี เจฟฟ์ไม่เคยได้เจอหน้าพ่อแท้ๆ ของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากพ่อทิ้งเขากับแม่ไปตั้งแต่ตอนที่เขาเกิดได้ไม่นาน เขาจึงไม่มีความทรงจาใดๆ เกี่ยวกับพ่อแท้ๆ ของตัวเอง เขาโตขึ้นมาโดยที่มีไมค์เป็นพ่อมาโดยตลอด จนกระทั่งพอเขามีอายุได้ 10 ขวบแม่และพ่อเลี้ยงจึงได้เล่าความจริงให้เขาฟัง เรื่องนี้ไม่ได้ทาให้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อพ่อเลี้ยงเปลี่ยนไป เพราะเขาถือว่าไมค์เป็นพ่อแท้ๆ ของเขามาโดยตลอดเพราะไมค์คือคนที่เลี้ยงเขามาไม่ใช่คนที่ทิ้งเขาและแม่ไป เจฟฟ์ไม่เคยนึกสงสัยหรืออยากรู้เลยว่าพ่อแท้ๆ ของเขาคือใคร มีอยู่ครั้งเดียวที่เขานึกถึงข้อเท็จจริงที่ไมค์ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเขาคือตอนที่เขาไปหาหมอแล้วหมอซักประวัติพ่อแม่เพื่อใช้ประการการวินิจฉัยในการตรวจดั้งเดิมแล้วครอบครัวของฝ่ายแม่มีรกรากอยู่ที่เท็กซัส แต่ตาของเจฟฟ์คือลอว์เรนซ์ เพรสตัน ไกซ์ (Lawrence Preston Gise) ก่อนหน้านี้ตาของเขาทางานเกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีอวกาศและระบบการป้องกันขีปนาวุธ เคยทางานเป็นผู้อานวยการส่วนภูมิภาคของคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู (Atomic Energy Commission) ที่ประจาอยู่ที่เมืองอัลบูเคอร์คิว ดังนั้นครอบครัวของแม่จึงได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอัลบูเคอร์คิวตอนที่ตามาทางาน แล้วต่อมาตาของเขาเกษียนก่อนกาหนดเพื่อไปทาฟาร์มปศุสัตว์ที่บ้านเดิมในเท็กซัส ไร่ของตามีเนื้อที่ประมาณ 6 หมื่นกว่าไร่ เจฟฟ์ได้ไปทางานช่วยตาในฟาร์มเป็นประจาทุกๆ ปี ในช่วงฤดูร้อนเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบจนโตเป็นวัยรุ่นอายุ 16 ปี เจฟฟ์ผูกพันกับตาของเขามาก โดยเขาจะเรียกตาว่า “ป๊อบส์”

         สิ่งสาคัญอย่างหนึ่งของการเป็นชาวไร่คือการพึ่งตัวเองและทาอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การซ่อมรถแทรกเตอร์ วางท่อ ซ่อมที่ปั๊มน้า ไปจนกระทั่งถึงการรักษาสัตว์
บุคคลที่เป็นแบบอย่างให้กับเจฟฟ์มากที่สุดคือตาของเขา เพราะการที่เขาได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับตาทาให้เขาเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมาจากตา สิ่งนี้สร้างนิสัยความอยากรู้อยากเห็นและการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆโดยที่เขาไม่รู้ตัว ผ่านการให้เจฟฟ์เรียนรู้เกมและของเล่นเพื่อการศึกษาต่างๆ และตาก็คือที่ปรึกษาคนสาคัญของเขา นอกจากนี้บุคคลอื่นๆ ที่เป็นแบบอย่างให้กับเขาเช่นโทมัส เอดิสัน และวอลต์ ดิสนีย์ เนื่องจากว่าเขาเป็นคนที่สนใจเรื่องนักประดิษฐ์และการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ มาตั้งแต่เป็นเด็ก
ช่วงเวลาที่เป็นเด็ก เด็กทุกคนย่อมมีความใฝ่ฝันว่าโตขึ้นมาอยากจะเป็นอะไร สาหรับเจฟฟ์แล้วอาชีพแรกที่เขาใฝ่ฝันอยากจะเป็นเมื่อตอนที่มีอายุเพียง 6 ขวบ คืออาชีพนักโบราณคดี โดยเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องอินเดียน่าโจนส์ พอโตขึ้นมาหน่อยเขาอยากเป็นนักบินอวกาศ พอตอนเรียนชั้นมัธยมอยากเป็นนักฟิสิกส์ และพอเรียนมหาวิทยาลัยอยากเป็นโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์
สมัยเรียนเจฟฟ์เป็นเด็กดีและคร่าเคร่งกับการเรียนมาก เขาเป็นเด็กรักเรียนชอบไปโรงเรียน เขาส่งการบ้านตรงเวลา เป็นเด็กดีประจาห้อง เจฟฟ์ไม่เคยมีปัญหาสมัยเรียน ปัญหาที่เขาเคยพบตอนเรียนมีเพียงเรื่องที่เขา “เสียเกียรติ” ประจาห้องสมุดไปครั้งหนึ่งเนื่องจากเขาเผลอหัวเราะเสียงดังลั่นห้องสมุด เขาเป็นคนที่มีนิสัยหัวเราะเสียงดังลั่นติดตัว แม้กระทั่งน้องชายน้องสาวยังไม่ยอมไปดูหนังพร้อมกันกับเขาเนื่องจากอายที่เขาหัวเราะเสียงดังมากเกินไปเขาเป็นคนที่รักการอ่านหนังสือและเคยแข่งขันอ่านหนังสือว่าใครสามารถอ่านหนังสือได้มากที่สุด แต่เขาไม่ได้รางวัลชนะเลิศ เพราะมีคนอ่านหนังสือมากกว่าเขาเสียอีก เขาอ่านหนังสือหลายแนว หนังสือแนวที่เขาชอบเช่นนวนิยายวิทยาศาสตร์ ด้วยความที่เจฟฟ์มีฮีโร่เป็นนักประดิษฐ์ สนใจเรื่องการประดิษฐ์ และชอบอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์ จึงทาให้เขาเป็นนักประดิษฐ์ตัวน้อย บ้านที่เขาอยู่เต็มไปด้วยสิ่งที่เขาประดิษฐึ้นมาเอง ทั้งสัญญาณเตือนภัย

        หลากหลายรูปแบบและวิทยุสื่อสารที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเองเขาฉายแววความสามารถทางด้านการช่างและประดิษฐ์มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กช่วงเจฟฟ์เรียนมัธยมปลายครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองไมอามี่ในรัฐฟลอริด้า เขาจึงได้ไปเข้าเรียนชั้นมัธยมที่นั่นในโรงเรียนชื่อว่า Miami Palmetto Senior High School และในระหว่างที่เรียนที่นี่เขาได้เข้าร่วมโครงการฝึกนักเรียนวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฟลอริด้าอีกด้วย โดยในปี ค.ศ. 1982 เขาได้รับรางวัล Silver Knight Award ซึ่งมอบให้กับนักเรียนยอดเยี่ยมทางด้านต่างๆ ที่เรียนอยู่ในฟลอริด้า เนื่องจากว่าสมัยเรียนมัธยมเจฟฟ์มีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนักฟิสิกส์ ดังนั้นเขาจึงเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันชีวิตการเรียนวิชาฟิสิกส์ของเจฟฟ์ในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันดาเนินไปเรื่อยๆ แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีแต่ระดับหัวกะทิไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อในวันหนึ่งเขาลงเรียนในวิชา Quantum Mechanics เขาค้นพบว่าตัวเองคงไม่อาจเป็นนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ได้ ถึงแม้ว่าเจฟฟ์จะทาเกรดได้ดี แต่ก็มีเพื่อนอีกหลายคนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมโดยที่ไม่ต้องลาบากอะไรเลยในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เรียนวิชานี้เจฟฟ์ก็ได้ลงเรียนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (computer science) และพบว่าตัวเองถูกวิชานี้ดึงดูดเข้าไป และรู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนวิชาเอกจากฟิสิกส์มาเป็นวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แทน สาหรับเจฟฟ์แล้วเขาคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี เพราะตอนที่เขามีอายุได้ประมาณ 10 ขวบ เขาเคยได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรมอยู่บ้าง พอโตขึ้นมาสมัยเรียนมัธยมเขาได้คอมพิวเตอร์ Apple II Plus มาใช้ และใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับมัน เมื่อเข้าเรียนที่พรินซ์ตันถึงแม้ว่าเขาจะเรียนวิชาเอกฟิสิกส์แต่เขาก็ลงเรียนวิชาที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทุกวิชา สาหรับนักศึกษาวิชาเอกฟิสิกส์อย่างเขานั้นเห็นว่าเป็นเรื่งที่น่าตื่นเต้นและสนุกสนานมาก ดังนั้น หลังจากที่เขาเรียนรู้ว่าเขาคงไม่สามารถเป็นนักฟิสิกส์ได้ เขาจึงเปลี่ยนมาเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แทน ในปี ค.ศ. 1986 เจฟฟ์เรียนจบปริญญาตรีจากปรินซ์ตันด้วยเอกวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และวิศวกรรมการไฟฟ้า ด้วยผลการเรียนอันยอดเยี่ยมระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เมื่อเรียนจบ เขาเริ่มต้นการทางานกับบริษัทหุ้นในวอลสตรีทของกรุงนิวยอร์ก ณ เวลานั้นกาลังมีความต้องการนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มากเพื่อออกแบบคอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดหุ้น การทาอาชีพนี้ทาให้เขาได้ใช้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ผสมผสานกับการเงินเจฟฟ์เริ่มต้นทางานที่บริษัท Fitel ซึ่งเป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อจับธุรกิจเกี่ยวกับการสร้างระบบเครือข่าคอมพิวเตอร์ในการค้าขายเงินตราระหว่างประเทศ โดยเขาทางานที่นี่ประมาณ 2 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 – 1988
จากนั้นย้ายไปทาที่บริษัท Bankers Trust โดยเริ่มจากตาแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์จนก้าวหน้าจนได้เป็นรองประธานบริษัท เขาทางานอยู่บริษัทนี้อีก 2 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988–1990 แล้วจากนั้นจึงย้ายไปทางานที่บริษัท E.D. Shaw & Co. บริษัทที่ทาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในตลาดหุ้นโดยเฉพาะ เจฟฟ์ทางานในตาแหน่งนักวิเคราะห์ทางด้านการเงิน และตาแหน่งหน้าที่การงานของเขารุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ได้เป็นถึงรองประธานอาวุโสของบริษัท
        ในระหว่างที่ทางานที่บริษัท E.D. Shaw & Co. เจฟฟ์ได้รู้จักกับเพื่อนร่วมงานที่ชื่อแมคเคนซี่ ทัทเทิ้ล ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกัน โดยเธอทางานในตาแหน่งนักวิจัยของบริษัทและทาหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเขา เจฟฟ์ตกหลุมรักเธอและทั้งคู่จึงแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1993 ตอนที่เจฟฟ์มีอายุได้ 29 ปี แต่ปัจจุบันภรรยาของเจฟฟ์มีอาชีพเป็นนักเขียน ทั้งคู่มีลูก 4 คน โดยเจฟฟ์ทางานในบริษัท E.D. Shaw & Co. ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1990 – 1994 โดยได้เป็นรองประธานอาวุโสของบริษัทในปี ค.ศ. 1992
แรกเริ่มแล้วอินเตอร์เน็ตถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในกิจการของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เพื่อเชื่อมสัญญาณระหว่างคอมพิวเตอร์เพื่อส่งข้อมูลในกรณีที่มีเรื่องฉุกเฉินอย่างเหตุภัยธรรมชาติหรือการโจมตีจากข้าศึก ต่อมาระบบนี้ได้แพร่ไปสู่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลและนักวิจัยในมหาวิทยาลัยเพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ต่อมาอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตหรือ World Wide Web นั้นได้ขยายตัวมากขึ้นในหมู่ผู้ใช้ในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และ ณ ปี ค.ศ. 1994 ยังไม่มีการทาธุรกิจการค้าทางอินเตอร์เน็ตการทางานในวงการนั้นทาให้เจฟฟ์ได้มีโอกาสรู้ว่าในตอนนั้น ณ ปี ค.ศ. 1994 โลก World Wide Web กาลังเติบโต (คือมีคนใช้งาน) ถึง 2,300% ต่อปี ซึ่งเป็นสถิติที่สูงมาก และนั่นจึงเป็นจุดที่นามาสู่การก่อตั้งAmezon.com โดยข้อมูลตรงนี้ทาให้เขาเห็นโอกาสที่จะลงทุนทาธุรกิจบนโลกอินเตอร์เน็ต
ธุรกิจที่เจฟฟ์ตัดสินใจลงทุนในโลกอินเตอร์เน็ตคือ e-commerce online ที่ทาการค้าขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต และตัวเลือกสินค้าที่เจฟฟ์ต้องการเอามานาเสนอในโลกอินเตอร์เน็ตของเจฟฟ์คือหนังสือ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ ด้วยความที่เป็นคนที่มีพื้นฐานการเรียนวิทยาศาสตร์มาจึงทาให้เขาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนทาธุรกิจอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน เขาศึกษาธุรกิจสั่งสินค้าทางจดหมายที่มียอดสูงที่สุด 20 อันดับแรก และหนังสือก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดขั้นตอนต่อไปคือการเรียนรู้ธุรกิจหนังสือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทาได้ เขาลงทุนบินข้ามทวีปจากฝั่งตะวันตกไปตะวันออก โดยจุดมุ่งหมายของเขาคือการเข้าร่วมงานการประชุมผู้ขายหนังสือแห่งสหรัฐอเมริกาที่จัดขึ้นที่เมืองลอสแองเจอลิส การเข้าร่วมงานนั้นทาให้เขารู้ว่าบริษัทขายส่งหนังสือเจ้าหลักๆ นั้นได้ทาการรวบรวมข้อมูลของหนังสือเข้าไปไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่บริษัทเหล่านี้ขาดคือแหล่งข้อมูลเดี่ยวๆ แหล่งเดียวที่ผู้ซื้อจะสามารถเขามาตรวจสอบดูว่ามีหนังสือในสต็อกไหม ราคาเท่าไหร่ และจะสั่งซื้อผ่านแหล่งนั้นได้โดยตรง และแหล่งที่ว่านั้นก็คือโลกอินเตอร์เน็ตนั่นเองเขาตัดสินใจที่จะทาธุรกิจของตัวเองนี้ที่ซีแอตเติ้ล ที่ซึ่งอยู่ห่างไกลจากนิวยอร์ก ดังนั้น เขาต้องลาออกจากงานเก่าและย้ายครอบครัว ถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสาคัญ เพราะงานที่เขากาลังทาอยู่ ณ ตอนนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่ดี มีความมั่นคง และมีรายได้งามมาก การที่จะเลิกทางานนี้เพื่อไปเสี่ยงก่อตั้งบริษัทขายหนังสืออนไลน์ถือว่าเป็นเรื่องที่บ้ามากในตอนนั้นแต่เขาก็มุ่งมั่นเกินกว่าที่จะเปลี่ยนใจและจะไม่เสียใจถึงแม้ว่ามันจะล้มเหลว เขาจะเสียใจมากกว่าหากเขาคิดแล้วแต่ไม่พยายามลงมือทา ดังนั้นเขาจึงลาออกและบอกภรรยา ซึ่งภรรยาของเขาไม่ได้คัดค้านเขา แต่พร้อมจะสนับสนุนสามีเพื่อทาสิ่งที่เขาต้องการ
ก่อนที่จะครบรอบวันเกิดครบ 30 ปี เจฟฟ์ลาออกจากงานเพื่อทาตามแผนที่เขาวางไว้ จากนั้นเขาและภรรยาก็บินไปที่เท็กซัสเพื่อไปรับรถยนต์คันหนึ่งที่พ่อเลี้ยงของเขามอบให้เป็นของขวัญ เขาและภรรยาขับรถคันนี้เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ซีแอตเทิ้ลตลอดการเดินทาง ภรรยาของเจฟฟ์เป็นคนขับรถให้ ในขณะที่เขาทางานวางแผนธุรกิจ และชื่อของบริษัทใหม่ของเขาคือ Amazon ซึ่งเป็นชื่อของแม่น้าของอเมริกาใต้ที่ดูเหมือนว่าจะยาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและมีแม่น้าสาขาเล็กๆ มากมายบริษัทของเจฟฟ์คือบ้านขนาด 2 ห้องนอน เขาทดลองเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แล้วจากนั้นก็ขอให้เพื่อนๆ และคนรู้จักจานวน 300 ร้อยคนทดลองใช้ระบบของเขา และจากการทดลองใช้จากบรรดาเพื่อนๆ คนรู้จักที่เข้ามาทดลองใช้ผ่านแหล่งคอมพิวเตอร์ตามที่ต่างๆ พบว่าโปรแกรมที่เขาเขียนขึ้นมาทางานได้ดี และแล้ว ในวันที่ 16 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1995 เจฟฟ์เปิดทางานหน้าเว็บไซต์ Amazon.com ให้คนมาสั่งซื้อหนังสือได้โดยให้บริการทั่วโลกโดยไม่ได้จากัดแต่เฉพาะในสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวเขาได้ขอให้เพื่อนๆ ที่ทดลองระบบของเขาช่วยกระจายข้อมูล และผลปรากฎว่าหลังจากที่เปิดทาการได้ 30 วัน Amazon.com สามารถขายหนังสือได้ใน 50 รัฐของสหรัฐฯ และมียอดสั่งซื้อจากประเทศอื่นๆ อีก 45 ประเทศโดยที่เขาไม่ได้ออกข่าวโฆษณาแต่อย่างใด พอเข้าเดือนกันยายน Amazon.com มีรายได้จากการขายหนังสือตกสัปดาห์ละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากที่เปิดทาการได้ไม่กี่เดือนแต่มีการตอบรับที่ดีขนาดนี้เขาและทีมงานของเขาจึงพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป เช่น one-click shopping, คาวิจารณ์สินค้าจากลูกค้าที่ซื้อ และการตรวจสอบความถูกต้องของอีเมล์สั่งซื้อ

       เมื่อเริ่มทาธุรกิจ เจฟฟ์บอกกับบรรดานักร่วมลงทุนรายแรกๆ ที่มาลงขันว่าธุรกิจนี้มีโอกาสที่จะล้มเหลวถึง 70% เพราะถือว่าเป็นธุรกิจใหม่ แต่พวกเขาก็กล้าเสี่ยง หนึ่งในนักลงทุนเหล่านั้นมีแม่และพ่อเลี้ยงของเขารวมอยู่ด้วย พ่อแม่ของเขาได้ช่วยลงขันเงินจานวน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เงินจานวนนี้เป็นเงินก้อนสาคัญที่พ่อกับแม่สะสมมาเพื่อใช้ตอนเกษียน ถึงแม้ว่าเจฟฟ์จะบอกว่าการลงทุนครั้งนี้จะมีโอกาสประสบผลสาเร็จเพียงแค่ 30% เท่านั้นก็ตาม ผลปรากฎว่าธุรกิจนี้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก เร็วเสียจนแม้กระทั่งเจฟฟ์และคนอื่นๆ ยังคาดไม่ถึง เจฟฟ์นา Amazon.com เข้าตลาดหุ้นในปี ค.ศ. 1997
บริษัทขายส่งหนังสือยักษ์ใหญ่อื่นๆ อย่าง Barnes and Noble และ Borders ก็หันมากระโจนขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกัน แต่ 2 ปีต่อมา มูลค่าตลาดของหุ้นของ Amazon.com นั้นสูงกว่าบริษัทขายส่งหนังสือยักษ์ใหญ่ 2 เจ้านั้นรวมกันเสียอีกอย่างไรก็ตามธุรกิจขายของออนไลน์ของเจฟฟ์ไม่ได้หยุดแค่หนังสือ เขาเรียนรู้ว่าเขาสามารถเพิ่มมูลค่าการตลาดได้มากขึ้นโดยการเพิ่มสินค้าชนิดอื่นๆ เข้ามา จากเป้าหมายเดิมที่ต้องการให้ Amazon.com กลายเป็น “ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ณ เวลานี้เขามีเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาให้บริษัทของเขาเป็น “ร้านขายสินค้าทุกอย่างที่ใหญ่ที่สุดในโลก” อีกด้วย โดยสินค้าอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาคือซีดีเพลง วีดิโอ ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย
ปลายปี ค.ศ. 1999 บรรดานักลงทุนที่ลงขันทาธุรกิจกับเขาในตอนแรกกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน ปัจจุบันนี้หุ้นจานวนหนึ่งในสามส่วนถือครองโดยครอบครัวเบซอส แต่ในช่วงที่ฟองสบู่ของธุรกิจดอทคอมแตก มีบริษัทดอทคอมล้มหายตายจากไปจานวนมากมาย ช่วงเวลานั้น Amazon.com ก็ประสบกับปัญหาเช่นเดียวกัน ราคาหุ้นของบริษัทจากที่มีมูลค่า 106 ดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1999 ลดลงเหลือแค่ 41.50 ดอลลาร์ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2000 เพื่อรับมือกับวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมแตกในครั้งนี้ เจฟฟ์ต้องให้บริษัทปรับโครงสร้างใหม่ เขาต้องปลดพนักงานออกถึง 1,300 คนในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2001 และปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อความอยู่รอดสานักงานใหญ่ของ Amazon.com อยู่ที่ซีแอตเทิล แต่ปัจจุบันนี้บริษัทมีสาขาอยู่ในประเทศอื่นๆ อีกด้วย คือที่แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ณ ปี ค.ศ. 2008 มีพนักงานจานวน 20,500 คน มีรายได้ ปี ค.ศ. 2008 อยู่ประมาณ 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันนี้ Amazon.com กลายเป็นร้านขายของที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร้านขายของร้านนี้มีสินค้ามากมายหลากหลายชนิดให้ลูกค้าสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตนับตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ โดยสินค้าหลักคือหนังสือ และจากความสาเร็จในการบริหารธุรกิจเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุดในโลก
        ในปี ค.ศ. 1999 นิตยสารไทม์ ยกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี (Person of the Year) และในปี ค.ศ. 2008 นิตยสารด้านการข่าวอย่าง U.S. News & World Report ยกให้เขาเป็นหนึ่งใน American’s Best Leaders และในปี ค.ศ. 2008 นี้ เขาได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน (Carnegie Mellon University)
นอกจากนี้เขายังมองการณ์ไกลไปถึงธุรกิจระดับจักรวาลคือธุรกิจการบินอวกาศและการท่องอวกาศ ในปี ค.ศ. 2000 เจฟฟ์ก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Blue Origin ขึ้น มีสานักงานใหญ่อยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี ณ เวลานี้อยู่ในระหว่างช่วงกาลังทดลองและพัฒนาโครงการจรวดขนส่งยานอวกาศแบบวงโครจรต่าที่ชื่อว่า New Shepard อยู่ โดยมีศูนย์การทดลองและปฏิบัติการอยู่ที่เท็กซัส ที่ผ่านมามีการทดลองส่งยานขึ้นไปโคจรแล้วจานวน 3 ครั้ง คือในปี ค.ศ. 2006 ได้ทดลอง 1 ครั้ง ปี ค.ศ. 2007 ทดลอง 2 ครั้ง โดยใช้ยานที่มีชื่อว่า Goddard    ถึงแม้ว่าจะเริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 แต่แผนการณ์นี้ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการให้สื่อและสาธารณชนรับรู้ในปี ค.ศ. 2003 เนื่องจากเจฟฟ์ได้กว้านซื้อที่ดินที่รัฐเท็กซัสเพื่อใช้ในการทดลองนี้ บริษัทของเจฟฟ์มีแผนที่จะเปิดดาเนินการธุรกิจการท่องเที่ยวอวกาศในปี ค.ศ. 2010 โดยจะทาการส่งเที่ยวบินออกไปวงโคจรต่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง
ภาพลักษณ์ภายนอกที่ทุกคนเห็นเจฟฟ์ดูเป็นคนที่มีลักษณะดูสบายๆ มีอารมณ์ขัน และรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา แต่เป็นที่รู้กันดีว่าเจฟฟ์เป็นผู้บริหารที่ใส่ใจในทุกๆรายละเอียดของทุกขั้นตอนในการดำาเนินธุรกิจ เขาเป็นคนที่แน่วแน่ มีความคาดหวังต่อพนักงานว่าโครงการเตรียมงานต่างๆ ต้องเสร็จภายในเวลาอันรวดเร็วและต้องมีประสิทธิภาพสูง   ปัจจุบันนี้เจฟฟ์และครอบครัวอาศัยอยู่ที่เมืองซีแอตเทิล โดยเวลานี้พวกเขามีแผนการใหม่นั่นคือการตอบแทนสังคม เราคงต้องมาคอยติดตามดูกันต่อไปว่าเจฟฟ์จะทาสิ่งใดให้คนทั่วโลกจดจำนอกเหนือไปจากการสร้างธุรกิจ Amazon.com ที่กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว



มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก(ผู้ก่อตั้ง Facebook)


          มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก  (Mark Elliot Zuckerberg)  มีเชื้อสาย ยิว - อเมริกัน  เกิดเมื่อวันที่ ๑๔  พฤษภาคม  ๒๕๒๗  (ปัจจุบันอายุ 30 ปี)  (คนเก่งระดับโลก เช่น ไอน์สไตน์, ฟอน บราวน์ เป็นต้น มักมีเชื้อสายยิว - ผู้เขียน)  เติบโตในย่าน  Dobbs Ferry  นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา  เข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลายที่ Phillips Exeter Academy ในปี  ๒๕๔๕   สมัยเรียนไฮสกูล  ซักเคอร์เบิร์กหัดเป็นโปรแกรมเมอร์ ตั้งแต่อยู่ชั้น  ป. ๖  เขากับเพื่อนสร้าง  โปรแกรมสำหรับเรียนรู้นิสัยการฟังเพลงของผู้ใช้  Winamp  และ  MP3  และเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทางอินเตอร์เน็ต(คนเก่ง ๆ มักเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็ก  ตรงกันข้ามกับเด็กไทยบางคน สนใจแต่เล่นเกมส์ และมีแนวโน้มจะมากขึ้น - ผู้เขียน)  ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไปกลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี ๒๕๔๙  ที่ฮาร์เวิร์ด ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้         โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษาฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง ๔ ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย         ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเองในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ บางแหล่งข่าวระบุว่าซัคเกอร์เบอร์เขียน โปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง ๒ สัปดาห์ คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็นบริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ   Dustin Moskovitz เืพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook.com กับ Mark Zuckerberg แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษาราว ๒ ใน ๓ แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ ๒ สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมา ซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน Dustin Moskovitz เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยังมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว ๔ เดือน สถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว ๓๐ แห่ง เมื่ออะไรก็ไปได้สวย ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป Palo Alto แคลิฟอร์เนียพร้อม Moskovitz และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี ๒๕๔๗ ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทันฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ดตั้งแต่นั้น          Facebook นั้น เป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจ  และเข้าถึงทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัวทั่วไปต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชนในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จักคนอื่น ๆ ในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น            ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงินออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา ๕ แสนเหรียญ  สำนักงาน Facebook แห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto  นับจากนั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน Facebook มีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Alto จำนวน ๔ อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า "urban campus" หรืออาณาจักรวิทยาลัย  จดหมายเปิดผนึกจาก  Mark Zuckerberg  เมื่อวันที่  ๒ ธันวาคม  ๒๕๕๒ ที่น่าสนใจ  เพื่อทราบแนวทางในการพัฒนา Facebook ในอนาคตลักษณะการทำงานของ  Facebook Facebook  เปิดตัวในปี พ.ศ. ๒๕๔๗  โดย มาร์ก ซักเกอร์ เบิร์ก  ซึ่งขณะนั้น เป็นนักศึกษาหนุ่มน้อยวัยแค่  ๒๐ ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง  "ฮาร์วาร์ด" เขาร่วมมือกับเพื่อนอีก ๒ คน คิดค้นสร้าง เครือข่ายภายในรั้วมหาวิทยาลัยโดยให้นักศึกษาที่สนใจสามารถเข้ามาอัพเดตและ แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวและรูปภาพได้ จนได้รับความนิยมมากขึ้น จากภายในมหาวิทยาลัยกระจายสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ และขยายกลุ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีผู้สนใจจากทั่วโลกเข้าลงทะเบียนใช้งานมากกว่า ๒๔ ล้านคน  เฉลี่ยมีผู้ลงทะเบียนใหม่กว่า ๑๐๐,๐๐๐ รายต่อวัน          ลักษณะการทำงานของ  Facebook  มีลิงก์จากเพื่อนส่งเข้ามาหาและถ้าตอบตกลง sign up เข้าไปก็จะเข้าไปอยู่ในเครือข่ายของ  acebook ทันที ขณะเดียวกันก็สามารถส่งลิงก์ เชื้อเชิญเพื่อนคนอื่นให้เข้ากลุ่มเป็นลูกโซ่ ต่อไปได้ โดยใน Facebook จะมีการแบ่งปันข้อมูลประสบการณ์ของแต่ละคน อัพเดตรูปภาพที่ได้ไปเที่ยวกันมา พูดคุย ติดต่อ เมาท์ หรือแม้แต่เข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นก็ได้ บางคนอาจคิดว่า Facebook เหมือนกับ  My space  เว็บไซต์เครือข่ายออนไลน์ที่ฮอตอยู่ในขณะนี้   แต่  Facebook มีมากกว่านั้น ความโดดเด่นของ  Facebook คือผู้ใช้งานต้องใช้ชื่อจริงและอีเมล์เดียวกันในการลงทะเบียนและมีความต้องการที่จะรู้จักคนอื่นที่มีตัวตนจริง ๆ บนโลกใบนี้   นักวิจัยจากสถาบันแห่งหนึ่งจากอังกฤษกล่าวว่า Facebook  ยอดเยี่ยมกว่า My space เพราะเหมาะสำหรับ "เด็กดี" ขณะที่  My space เหมาะสำหรับ ขาร็อก ฮิปฮอป ศิลปิน หรือคนทำงาน ความร้อนแรงและความหอมหวานของ Facebook และวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ CEO หนุ่มไฟแรงแห่ง Facebook                                                                                                                                                            ความร้อนแรง และความหอมหวานของ Facebook ทำให้บริษัทออนไลน์ยักษ์ใหญ่ ของโลกอย่าง Yahoo.com เสนอซื้อกิจการด้วยมูลค่าสูงลิ่วถึง $ ๑.๖ พันล้าน แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Mark Zuckerberg ก่อนหน้านี้         เมื่อเร็ว ๆ นี้ยักษ์ใหญ่ Search Engine อย่าง Google ก็อยากได้ Facebook มาไว้ในครอบครอง   ด้วยการยื่นข้อเสนอทุ่ม  ๒.๖ พันล้านดอลล่าสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ดูท่าทีของ CEO Zuckerberg แล้ว ยังอยากเก็บหุ้นส่วน และบริษัทของตัวเองไว้มากกว่า          จากการทุ่มเสนอซื้อ Facebook ของ Google ครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าราคาสูงกว่า ที่เคยซื้อ Youtube มากทีเดียว   ซึ่งเดิมที Google ได้ซื้อ           ขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์ บิลล์ เกตส์  ผู้สร้างตำนานลาออกจากมหาวิทยาลัย  เพื่อมาก่อตั้งไมโครซอฟท์  เป็นนักลงทุนรายแรก ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน  ๒๔๐ ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ  แลกกับหุ้นเฟชบุ๊กเพียงแค่  ๑.๖  %  เมื่อปลายปี  ๒๕๕๐ ต้งแต่เฟซบุ๊กให้บริการมาได้แค่ ๓ ปี และมีผู้ใช้บริการเพียง ๕๐ ล้านคนขณะนั้น  รายได้ของเฟซบุ๊กก็ยังไม่มากมายเท่าทุกวันนี้  โดยสามารถทำเงินเพียง  ๑๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และมีสินทรัพย์รวมไม่ถึง  ๒๐๐  ล้านดอลลาร์สหรัฐ          กระนั้น การตัดสินใจของไมโครซอฟท์หนุนส่งให้มูลค่าตลาดของเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นเป็น  ๑,๕๐๐  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในชั่วข้ามคืน         ช่วงเวลานั้น  มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า  ไมโครซอฟท์คงกินยาผิดถึงได้ตัดสินใจขี่ช้างจับตั้กแตนขนาดนั้น  แต่นักวิเคราะห์ที่รู้จริงกลับเดาทางถูกว่า  เงินแค่ ๒๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก  เมื่อเทียบกับสิ่งที่ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือ          นั่นคือ  การแลกกับสินทรัพย์มหาศาลที่มองไม่เห็นในงบดุล  จากการเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนหลายสิบหลายร้อนล้านคนของ Facebook โดยเฉพาะลูกค้าต่างประเทศ  และลูกค้าในวัยหนุ่มสาว ซึ่งไมโครซอฟท์ยังเข้าไม่ถึงYoutube มาด้วยราคา $ ๑.๖๕ พันล้าน  



          ขายหุ้นให้กับ  DST  สัญชาติรัสเซีย
       นอกจากนี้  ดีลประวัติศาสตร์อีกครั้งของ  Facebook  ก็คือตกลงขายหุ้นนิดหน่อยให้กับกลุ่มนักลงทุนอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ สัญชาติรัสเซีย
"ดิจิตอล สกาย เทคโนโลยีส์"  หรือ  DST  เพื่อแลกกับการเจาะตลาด Facebook ในแถบรัสเซีย และยุโรปตะวันออก  ซึ่ง  DST เป็นเจ้าของธุรกิจและนายทุนใหญ่คุมตลาดอินเตอร์เน็ตทั้งภูมิภาคดังกล่าว
        ดีลประวัติศาสตร์นี้ ตกลงกันสำเร็จเมื่อเดือน พฤษภาคม ปีที่แล้วโดยฝ่ายนายทุนหมีขาวใจป้ำยินดีจ่ายเงิน  ๒๐๐  ล้านดอลลาร์สหรัฐ  แลก
เปลี่ยนกับหุ้นบุริมสิทธิแค่  ๑.๙๖ %  ของหุ้น Facebook  ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่ารวม  ๑๐,๐๐๐  ล้านดอลลาร์สหรัฐ  พร้อมรับปากว่าจะไม่มีตัวแทนในบอร์ดบริหารและไม่ก้าวก่ายเรื่องการบริหาร  ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญของ Facebook  ตลอดมา      

         ชีวิตส่วนตัว ของ Mark  Zuckerberg    ถึงแม้จะร่ำรวยทั้งเงินทองและชื่อเสียงชนิดหาตัวจับยาก  แต่ทุก วันนี้  CEO หนุ่มแห่ง  Facebook  ยังคงใช้ชีวิตสมถะไม่แตกต่างจากเดิม
         เขาชอบสวมสเวตเตอร์เชิ้ตสีน้ำตาล กับกางเกงสแล็กสีกากีง่าย ๆ และรองเท้าแตะอาดิดาสคู่โปรด  ยังคงเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ อยู่ใกล้ออฟฟิศทำงานย่าน พาโลอัลโต  ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์  ในรัฐแคลิฟอร์เนีย  เหมือนเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งFacebook ใหม่ ๆ  ภายในห้องมีแค่ฟูกนอนราคาถูก  โต๊ะทำงานตัวเดียวกับเก้าอี้สองตัว   
          ส่วนอาหารเช้าของมหาเศรษฐี  ก็ยังเป็นซีเรียลใส่นมในชามกระดาษกับช้อนพลาสติก  และใครจะเชื่อว่าเขายังขี่จักรยาน หรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวัน !!!
          เห็นไหมครับว่า  คนรวยระดับโลกตั้งแต่หนุ่ม โดยไม่โกงใครใช้เวลาสร้างตัวด้วยสมอง เพียง  ๖ ปี เท่านั้นก็ยังมี  แถมยังใช้ชีวิตสมถะ 
เช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ อยู่ และขี่จักรยานหรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวันในทุกวันนี้

ซักเคอร์เบิร์กได้เปิดตัวเฟซบุ๊ก จากในห้องพักของเขาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 แรงบันดาลใจแรก ๆ ของเฟซบุ๊กอาจมาจากที่โรงเรียนฟิลิปส์เอกเซกเตอร์อคาเดมี ที่เขาเรียนจบปี ค.ศ. 2002 โดยที่เผยในเว็บไซต์ของเขาคือ สารบัญรูปนักศึกษาของเขา ที่นักศึกษาหมายถึง "เดอะเฟซบุ๊ก" มีสารบัญภาพ ที่มีภาพนักศึกษาทำกิจกรรมในหลาย ๆ โรงเรียน โดยนักศึกษาสามารถเข้ามาให้ข้อมูล อย่างเช่น ชั้นปีที่ศึกษา เพื่อนใกล้ชิด หมายเลขโทรศัพท์[8]
โดยในขณะนั้น เฟซบุ๊ก เริ่มต้นเพียงแค่ "Harvard thing" จนกระทั่งซักเคอร์เบิร์กตัดสินใจที่จะกระจายไปสู่มหาวิทยาลัยอื่น ๆได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมห้อง ดัสติน มอสโควิตซ์ โดยเริ่มจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มหาวิทยาลัยคอร์เนล มหาวิทยาลัยบราวน์ และมหาวิทยาลัยเยล จากนั้นก็เข้าสู่โรงเรียนอื่น ที่มีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ซักเคอร์เบิร์กได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองแพโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย กับมอสโควิตซ์และเพื่อนบางส่วน พวกเขาดัดแปลงบ้านเช่าเป็นสำนักงาน ในฤดูร้อนนั้น ซักเคอร์เบิร์กได้พบกับปีเตอร์ ทีล ที่ได้ให้ทุนกับบริษัท พวกเขาเริ่มก่อตั้งบริษัทแรกในกลางปี 2004 พวกเขาได้ปฏิเสธการเสนอขายเฟซบุ๊กกับบริษัทใหญ่ ๆ โดยในบทสัมภาษณ์ในปี 2007 ซักเคอร์เบิร์กอธิบายไว้ว่า
เขาพูดในนิตยสารไวร์ ในปี 2010 ว่า "สิ่งที่ผมใส่ใจมากเกี่ยวกับภารกิจนี้ ก็คือทำให้โลกเปิดกว้างขึ้น" ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน 2009 ซักเคอร์เบิร์กได้สอบถามคำแนะนำจากผู้บริหารระดับสูงด้านการเงินของเน็ตสเคป ปีเตอร์ เคอร์รี เกี่ยวกับยุทธวิธีสำหรับเฟซบุ๊ก
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 ซักเคอร์เบิร์กรายงานว่า บริษัทมีผู้ใช้ 500 ล้านบัญชีรายชื่อ และเมื่อถามว่า เฟซบุ๊ก จะสามารถทำเงิน หรือสร้างปรากฏการณ์เพิ่มขึ้น เขาอธิบายว่า:
ผมคิดว่า เราสามารถ... ถ้าคุณดูว่าโฆษณาที่มีในแต่ละหน้ากินไปขนาดไหน เมื่อเปรียบเทียบกับการค้นหาข้อมูล ของเรามีน้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อหน้าและยอดการค้นหาปกติจะมีโฆษณาราวร้อยละ 20 ... นี่เป็นสิ่งง่ายที่ทุกคนจะทำ แต่เราไม่ใช่อย่างนั้น เราทำเงินให้พอที่เราจะดำเนินงานได้ เติบโตในอัตราที่เราต้องการ
ในปี 2010 สตีเฟน เลวี ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Hackers: Heroes of the Computer Revolution ในปี ค.ศ. 1984 ได้เขียนเกี่ยวกับซักเคอร์เบิร์กไว้ว่า "เห็นชัดว่าเขาคิดว่าตัวเองเป็น"แฮ็กเกอร์" ซักเคอร์เบิร์กพูดว่า "มันโอเคที่จะสร้างสิ่งใหม่...ทำให้มันดียิ่งขึ้น"เฟซบุ๊กเริ่มให้มี" "งานแฮ็กคาธอน" ในทุก ๆ 6 ถึง 8 อาทิตย์ เปิดโอกาส 1 คืนให้ร่วมคิดและจบโครงการ 1 โครง โดยบริษัทให้จัดหาเพลง อาหารและเบียร์ สำหรับงานแฮกคาธอน และจะมีเจ้าหน้าที่ของเฟซบุ๊ก รวมถึงซักเคอร์เบิร์ก เข้าร่วมด้วย "แนวคิดคือคุณสามารถสร้างบางสิ่งให้ดีได้ใน 1 คืน" ซักเคอร์เบิร์กบอกเลวี "และเป็นบุคลิกของเฟซบุ๊กในปัจจุบัน...ซึ่งก็คือนิสัยส่วนตัวของผมด้วย"
ในปี นิตยสาร วานิตีแฟร์ ได้ให้ซักเคอร์เบิร์กติดอันดับ 1 ในปี 2010 ของรายชื่อ "100 อันดับ บุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดในยุคข้อมูล" ในปี 2010 ยังติดอันดับ 16 ของการสำรวจประจำปีของ นิวสเตตส์เม็น ในหัวข้อ "บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก 50 อันดับ"

     


สมาชิกกลุ่ม



สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ


             นางสาวภัทรพร  บุรินทร์ประโคน รหัสนักศึกษา 59125260105

             นางสาวพรธิดา  กุลสอน รหัสนักศึกษา 59125260107

             นางสาวสิรินทรา  สมพรสิริ   รหัสนักศึกษา 59125260132


ความคิดเห็น